ข่าว

โรคอ้วนลงพุง…มฤตยูร้ายทำลายสุขภาพ

ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/life/59349

คนส่วนใหญ่มักมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอย่างมากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การมีน้ำหนักเกินจากเกณฑ์มาตรฐาน อาจเป็นที่มาของ  โรคอ้วนลงพุง หรือ Metabolic Syndrome ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิก ประกอบด้วย อ้วนลงพุง (ไขมันในช่องท้องมากเกิน) ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์สูง, เอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ และ แอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง) ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ

สำหรับเกณฑ์ในการ วินิจฉัยนั้น The National Cholesteral Education Program (NCEP) Adult Treatment Panel II (ATP III), American Heart  association (AHA) และ The National Heart,  Lung, and Blood Institute เสนอแนะว่าหากมีปัจจัยเสี่ยง 3 ใน 5 อย่างต่อไปนี้จัดเป็น metabolic Syndrome ได้แก่

เส้นรอบวงเอวสำหรับคนเอเชีย ผู้ชายเท่ากับหรือ มากกว่า 90 เซนติเมตร  ผู้หญิงเท่ากับหรือมากกว่า 80 เซนติเมตร ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เท่ากับหรือมากกว่า 150 มก./ดล. เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (ผู้ชาย- น้อยกว่า   40  มก./ดล, ผู้หญิง – น้อยกว่า 50 มก/ดล)  ความดันโลหิต  เท่ากับหรือมากกว่า 130/85  มม.ปรอท  ระดับน้ำตาลในเลือด เท่ากับหรือมากกว่า 100 มก/ดล.

พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า โรคอ้วนลงพุง หรือ Metabolic Syndrome เป็นฆาตกรเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค กรรมพันธุ์ และการไม่ออกกำลังกาย คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ซึ่งไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนเกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุง

ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถวางแผนการรับประทานอาหารด้วยการควบคุมน้ำหนัก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกชนิด ปริมาณ และถูกเวลา รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

แม้ ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายต่างๆ แต่ไขมันเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบในอาหารทุกมื้อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้ให้การปรึกษาด้านโภชนบำบัด ได้แนะนำว่า ในสมัยก่อนนักโภชนาการส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผู้บริโภคทานอาหารที่มีไขมันต่ำ จนทำให้หลายคนกลัวการกินไขมัน แต่กลับบริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น บางคนไม่กินไขมันหรือกินน้อยมากจนทำให้ขาดกรดไขมันจำเป็นไปเลยก็ว่าได้

แต่ในปัจจุบันมีข้อมูลการวิจัยใหม่ๆ แนะการเลือกชนิดของไขมันหรือน้ำมันที่ดี ในปริมาณที่เหมาะสมกับพลังงานที่ใช้ไปในชีวิตประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงโรคได้ น้ำมันที่ดีที่ควรรับประทาน ควรมีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวต่ำและไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลส เทอรอลโดยไม่ลดเอชดีแอล ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ และสามารถนำไปใช้แทนคาร์โบไฮเดรตได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันจะต้องเลือกชนิดและอ่านฉลากข้อมูลโภชนาการให้ละเอียด รวมทั้งรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นผักผลไม้ที่มีกากใยมากๆ และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะช่วยส่งเสริมสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคร้าย และห่างไกลภาวะอ้วนลงพุง

ที่มา : ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์  ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

วานนี้ (15 ก.พ.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเปิดการประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ ครั้งที่ 4 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กทม. ว่า ขณะนี้คนไทยป่วยเป็นโรคเรื้อรังมาก จากการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการกินอาหารที่มีผักน้อย กินอาหารรสหวานมาก แต่ออกกำลังกายน้อย ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพที่กำลังรุนแรงในปัจจุบัน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ รวมทั้งโรคอ้วน เมื่อโรคเหล่านี้มีอาการกำเริบรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากยารักษาโรคดังกล่าวมีราคาแพงและต้องใช้ต่อเนื่อง

จากการสำรวจสุขภาพประชาชนทั่วประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 พบ คนไทยเสี่ยงต่อภาวะโรคเบาหวานจำนวน 3.2 ล้านคน ต้นเหตุสำคัญมาจากความอ้วน การดูแลตัวเองไม่ให้อ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งรณรงค์ แก้ไข ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายนพ.มงคล กล่าว

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า บันไดขั้นแรกสู่สุขภาพดีไม่อ้วน ต้องเริ่มต้นที่การกิน โดยกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารที่ต้องลด ได้แก่ อาหารที่มีรสหวาน มัน อาหารประเภทแป้ง เช่น โดนัท มันฝรั่งทอด ข้าว อาหารที่มีไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื่องจากไขมันสัตว์เป็นไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนที่เป็นอันตราย อาหารที่ต้องเพิ่ม ได้แก่ ผักทุกชนิด และผลไม้ที่รสหวานไม่มาก เช่น มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น และพฤติกรรมที่ต้องสร้างควบคู่ไปก็คือการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันไม่ให้เกิดการสะสมในร่างกาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของความอ้วน ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที สามารถทำได้หลายวิธีตามสะดวก เช่น การเดินแทนการขึ้นลิฟท์ การวิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเดินเร็ว เป็นต้น

ด้านนพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพครั้งล่าสุดในปี 2547 พบว่าคนที่อ้วนลงพุงเป็นเบาหวานมากกว่าคนไม่อ้วนลงพุง 3 เท่า มีความดันโลหิตสูงและไขมันคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันตัวร้ายมากกว่า 2 เท่า และคนอ้วนลงพุงจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายมากกว่าคนทั่วไปถึง 1 เท่า

จากการวัดเส้นรอบเอวผู้บริหารกรมอนามัยเมื่อต้นปี 2549 จำนวน 22 คน พบว่า ผู้บริหารชายร้อยละ 56 มีเส้นรอบเอวเกิน 36 นิ้ว ส่วนผู้บริหารหญิงพบเส้นรอบเอวเกินมาตรฐานร้อยละ 43 ในปีนี้กรมอนามัยจะจัดโครงการต่อ โดยจะประเมินผู้บริหารทั้งกระทรวง ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 ใครอ้วนจะมีการแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งจัดเมนูอาหารว่างที่ไร้ไขมัน อ่อนหวาน และประเมินอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือนอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

……………….

วันนี้ (3 ก.ย.) นายสง่า ดามาพงษ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เวลานี้นอกจากคนไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับการระบาดโรคไข้หวัดนกแล้ว ยังต้องเผชิญกับโรคภัยที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต เมื่อเป็นแล้วจะรักษายาก และมักรักษาไม่หายขาด ได้แก่ โรคเมตะบอลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome) เป็น โรคใหม่ที่กำลังมาแรงในศตวรรษที่ 21 นี้ ลักษณะเด่น คือ อ้วนลงพุง พุงพลุ้ย หรือหุ่นอาเสี่ย ที่คนสมัยก่อนชอบพูดกัน แต่สมัยนี้ความอ้วนไม่ใช่สิ่งบ่งบอกถึงฐานะอีกต่อไปแล้ว แต่ความอ้วนจะเป็นตัวทำนายอายุและสุขภาพในอนาคตได้ด้วย

นาย สง่า กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไป ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา อ้วนลงพุงเกือบร้อยละ 30 หรือประมาณ 12 ล้านคน เป็นผู้หญิงถึงร้อยละ 50 ส่วนชายพบร้อยละ 21 กล่าวได้ว่าในกลุ่มคนไทยวัยนี้ ทุก 3 คน จะมีคนอ้วนลงพุง 1 คน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่ลูกหลานมักให้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ให้ทำงาน การอ้วนลงพุงเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดตีบตัน สาเหตุสำคัญที่สุดเกิดจากพฤติกรรมการกินการอยู่ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีเนื้อล้วนๆ อาหารรสจัด เช่น มันจัด หวานจัด เค็มจัด กินผักผลไม้น้อย เดินน้อยลง และขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นวิธีป้องกันจึงต้องหันกลับมาใช้ชีวิตที่ตรงกันข้าม คือ กินอาหารประเภทผักผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารรสจัด ออกกำลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที

โฆษกกระทรวง สาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ทางกระทรวงฯจะร่วมกับหลายหน่วยงานรณรงค์ให้คนไทย ทั้งคนที่ยังไม่เป็น และคนที่เป็นโรคแล้ว ตระหนักถึงภัยร้ายของกลุ่มโรคดังกล่าว โดยกำหนดแนวทางการรณรงค์ในคน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มคนที่ยังไม่อ้วน คือมีรอบเอวไม่เกิน 8090 เซนติเมตร 2. กลุ่มคนที่มีรอบเอวเกิน 8090 เซนติเมตร หรือกลุ่มที่อ้วนลงพุง แต่ยังไม่เกิดโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ซึ่งคนในกลุ่มนี้จัดว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย 3. กลุ่มคนที่มีรอบเอวเกิน 8090 เซนติเมตร และเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว และ 4. กลุ่มคนที่อ้วนลงพุงมานาน และมีโรคแทรกซ้อน ซึ่งการรณรงค์จะเริ่มในเดือน ธ.ค.นี้ มุ่งเน้นที่การปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้สมดุลกันทั้งอาหารประเภทเนื้อ ผักผลไม้ แป้ง ไขมัน เกลือแร่ และการกระตุ้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้ง นี้ โรคอ้วนลงพุงเป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมในบริเวณช่องท้องมากกว่าปกติ สามารถทราบได้โดยใช้เส้นรอบเอวเป็นตัวชี้วัด ในผู้ชายเอเชียรวมทั้งคนไทยมาตรฐานไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว และในผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว

…………………………………….

นายสง่า ดามาพงศ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก ของกรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าววันนี้ (13 ม.ค.) ว่า ขณะนี้โรคอ้วนกำลังเป็นภัยคุกคามคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะโรคอ้วนในเด็ก องค์การอนามัยโลกรายงานว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก 2-3 เท่าตัวในรอบ 20 ปีมานี้ ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความวิตกกังวล และเป็นห่วง เพราะหากปล่อยสถานการณ์ไปเรื่อยๆ จะทำให้ประชากรโลกอายุสั้นลง เนื่องจากความอ้วนเป็นผลร้ายต่อร่างกายหลายด้าน และเป็นตัวชักนำโรคภัยต่างๆ มาเยือน ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย พบว่า ในรอบ 5 ปีมานี้ เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 หากปล่อยสถานการณ์ไปเรื่อยๆ คาดอีก 10 ปีข้างหน้าเด็กไทยวัยก่อนเรียน 1 ใน 5 คนจะเป็นเด็กอ้วน ส่วนกลุ่มเด็กวัยเรียน 1 ใน 10 จะเป็นโรคอ้วนเช่นกัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ เพราะผลกระทบอันรุนแรงต่อโรคอ้วนในเด็ก คือ โรคทางเดินหายใจอุดตัน และหยุดหายใจขณะหลับ โรคกระดูกข้อเสื่อม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และก่อให้เกิดปัญหาด้านจิตใจ สังคมและด้านการเรียนรู้ ส่วนผลกระทบในระยะยาวคือ 1 ใน 3 ของเด็กก่อนวัยเรียนที่อ้วน เมื่อโตขึ้น ก็จะเป็นผู้ใหญ่อ้วน และโรคอ้วนในผู้ใหญ่มีผลต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่รุนแรงนำไปสู่การสูญเสีย ชีวิตเร็วขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด จะพบคนไทยตายจากโรคนี้วันละ 120 คน หรือตายชั่วโมงละ 5 คน

“โรคอ้วนในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของผู้ใหญ่ที่ฟูมฟักเลี้ยง ดูแบบผิดๆ อาจกล่าวได้ว่า เป็นโรคผู้ใหญ่ทำ เริ่มตั้งแต่การมีค่านิยมที่ผิดที่คิดว่า เด็กอ้วนคือเด็กสมบูรณ์ จ้ำม่ำ น่ารัก น่าฟัด และบ่งบอกถึงพ่อแม่เลี้ยงดี จึงต้องเร่งการปรับเปลี่ยนค่านิยมเสียใหม่ และหันมาร่วมกันป้องกันไม่ให้เด็กอ้วน โดยต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา แม่จะต้องใส่ใจการกินอาหารให้เหมาะสมได้สัดส่วน หลีกเลี่ยงหวาน มัน เค็ม”

นายสง่า กล่าว และว่า จากทฤษฎีของบาเกอร์ได้ค้นพบว่า ถ้าแม่ขาดอาหารในขณะตั้งครรภ์ ลูกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ คือต่ำกว่า 2,500 กรัม โดยเมื่อเด็กโตขึ้นจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน และโรคเรื้อรังต่างๆ มากมายซึ่งนับว่าแม่เป็นคนทำให้ลูกอ้วน และเมื่อคลอดออกมาเป็นทารกแทนที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กลับนำนมผสมมาให้ลูกกิน โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคอ้วนจึงมีมากขึ้น พออายุเข้าเดือนที่ 6-7 แทนที่จะได้กินอาหารธรรมชาติจากข้าวบด ไข่ ปลา ผัก กล้วย กลับให้ลูกกินอาหารเสริมกึ่งสำเร็จรูป ทำให้ลูกไม่ได้โอกาสกินผักจึงเป็นเหตุผลที่เด็กไทยรุ่นใหม่ไม่กินผัก และพฤติกรรมการให้ลูกกินนมผสมเป็นอาหารหลักจนถึงอายุ 1-2 ขวบ โดยกินอาหารหลักน้อยกว่าจนกระทั่งให้ลูกกินขนม น้ำอัดลมเป็นประจำนั้น ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอ้วน ซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น

นายสง่า กล่าวต่อไปว่า การปล่อยให้ลูกติดเกมส์คอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ โดยไม่มีเวลาใส่ใจหากิจกรรมออกกำลังกาย เล่นกีฬา และการช่วยงานบ้าน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกาย ก็เป็นส่วนที่ทำให้เด็กอ้วน เพราะจากการสำรวจเด็กไทยเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า เด็กไทยใช้เวลาถึง 1 ใน 5 ของเวลาว่างที่นอกเหนือจากการนอน การเรียน ไปดูโทรทัศน์พร้อมๆ กับกินขนมขบเคี้ยว

“เด็กคือผ้าขาวบริสุทธิ์ เขาพร้อมที่จะเป็นผ้าขาวตลอดชีวิต แต่การที่ผู้ใหญ่ให้เด็กกินอาหารที่ล้นเกิน และไม่เปิดโอกาสหรือฝึกให้ออกกำลังกาย ก็คือสีดำที่ผู้ใหญ่นำไปเปื้อนสีขาวของชีวิตเด็กทำให้เด็กอ้วน จึงสรุปว่า โรคอ้วนในเด็กเป็นโรคผู้ใหญ่ทำ” นายสง่า กล่าว

คุณคิดยังไงกับเรื่องการลดน้ำหนัก

View Results

Loading ... Loading ...

Popularity: 8% [?]

Tags: , ,

เรื่องที่น่าสนใจ





Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes